The Meaning of Life - บรรเลงเพื่อสังคม (247 Magazine October 2011)

เรื่อง : รุ่งวิสาข์
ภาพ : วราวุธ

บรรเลงเพื่อสังคม - จุลยุทธ โล่โชตินันท์

เมื่อเอ่ยถึงความสามารถทางดนตรี หลายคนที่มีมักเลือกใช้เป็นบันไดก้าวไปสู่ความสำเร็จในอาชีพแสงสี ไม่ก็เลือกที่จะเก็บเอาไว้เชยชมแต่เพียงลำพัง แต่ไม่ว่าใครจะเลือกใช้มันไปในทิศทางไหน ชายหนุ่มคนนี้กลับเลือกที่จะใช้ “ ความสามารถที่มี” บวกกับ “ ความคิดดี” มาบรรเลงบทเพลงคลาสสิค ร่วมกับเพื่อนนักดนตรีอีกว่า 80 ชีวิต เพื่อระดมทุนช่วยเหลือองค์กรการกุศลต่างๆในสังคมไทย กับวงออร์เคสตร้าการกุศล ในนาม Bangkok Charity Orchestra หรือ BCO ที่เขาเป็นทั้งผู้ก่อตั้งและวาทยกรประจำวง

 

ทั้งนี้การันตีความสามารถของเขาได้จาก การเป็นแกนนำจัดคอนเสิร์ตการกุศลให้กับวงออร์เคสตร้าของมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ ที่เขาได้รับเชิญเป็นวาทยกรประจำวง เมื่อสมัยกำลังศึกษาในระดับปริญญาตรีและโทด้านวิศวกรรมศาสตร์อยู่ที่นั่น จนกลายเป็นคอนเสิร์ตออร์เคสตร้าการกุศลประจำปีของมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดมาจนถึงปัจจุบัน ! นอกจากนี้รายได้จากการจำหน่ายบัตรทั้งหมด ยังถูกนำไปมอบให้กับหน่วยงาน หรือองค์กรการกุศลต่างๆโดยไม่หักค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น จึงอาจกล่าวได้ว่า BCO คือวงออร์เคสตร้าการกุศลอย่างแท้จริง คณะแรก และคณะเดียวของเมืองไทยในขณะนี้

 

การใช้ทักษะทางดนตรีเพื่อช่วยเหลือสังคม เป็นสิ่งที่ผมคิดมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยอยู่ที่อังกฤษ (Oxford University) ซึ่งตอนนั้นผมได้รับเชิญให้เป็นวาทยกรประจำวง Trinity Orchestra ของมหาวิทยาลัยอยู่หลายงานด้วยกัน จึงเริ่มเกิดความคิดว่า จากที่เล่นเพลงโชว์เฉยๆ ทำไมเราไม่ใช้ความสามารถทางดนตรีเพื่อการกุศลบ้าง ผมจึงตัดสินใจเข้าไปคุยกับมูลนิธิ Oxfam ร่วมมือกันจัดคอนเสิร์ตออร์เคสตร้าการกุศลให้กับประเทศซูดาน ซึ่งในขณะนั้นกำลังเกิดวิกฤตสงครามดาร์ฟูร์อย่างรุนแรง และเมื่อประสบผลสำเร็จด้วยดี คอนเสิร์ตออร์เคสตร้าการกุศลก็ได้กลายเป็นประเพณีที่ทางมหาวิทยาลัยจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีมาจนถึงทุกวันนี้ แม้กระทั่งตอนเรียนจบจนได้ทำงานอยู่ในลอนดอน ผมก็ยังคงได้รับเชิญให้เป็นวาทยกรของวงออร์เคสตร้าต่างๆ รวมถึงการได้เล่นคอนเสิร์ตการกุศลให้กับ The Prince’s Trust องค์กรการกุศลของเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์อีกด้วย พอกลับมาเมืองไทย ก็สังเกตเห็นว่ายังไม่มีใครตั้งวงออร์เคสตร้าการกุศลแบบเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา นี่จึงเป็นโอกาสที่ผมคิดว่าต้องลงมือทำให้ได้

 

การทำให้บริษัทชั้นนำของประเทศตระหนักถึงความสำคัญของความรับผิดชอบต่อสังคม หรือ Corporate Social Responsibility (CSR) คือ หนึ่งในวัตถุประสงค์หลักของ BCO บางบริษัทอาจจะอยากตอบแทนสังคมในหลายๆด้าน แต่ยังไม่มีช่องทาง ดังนั้นการที่เราเปิดโอกาสให้หลายบริษัทได้เข้าร่วมสนับสนุนจึงเป็นการดีต่อทั้งสองฝ่าย นั่นหมายถึง คอนเสิร์ตที่สามารถขับเคลื่อนไปได้ ในขณะที่บริษัทที่ร่วมสนับสนุนก็ได้ภาพลักษณ์ที่ดีกลับไป ท้ายสุดก็นำไปสู่เป้าหมายสูงสุดเดียวกัน คือการได้ช่วยเหลือองค์กรการกุศลต่างๆตามความตั้งใจ และถ้าสังเกตจะเห็นว่า คอนเสิร์ตแต่ละครั้งเราจะพยายามไม่ให้มีผู้สนับสนุนที่ซ้ำกันเลย เพราะอยากเปิดโอกาสให้หลากบริษัททั่วประเทศได้มีโอกาสเท่าๆกันในการตอบแทนสิ่งดีๆกลับคืนสู่สังคม

 

ความสุขที่ได้รับจากการเล่นดนตรีคลาสสิค คือการได้ร่วมเล่นอยู่ในวงออร์เคสตร้า ซึ่ง BCO เปิดพร้อมสำหรับทุกคนเสมอ ขอเพียงแค่มาด้วยใจและความสามารถ เพราะวงของเราเป็นวงออร์เคสตร้าการกุศลอย่างแท้จริง จึงถือเป็นกรณีตัวอย่างที่ดีให้กับหลายคนที่อยากทำบุญหรืออยากช่วยเหลือสังคม แต่ไม่มีทุนทรัพย์เพียงพอ ก็สามารถใช้ความสามารถพิเศษที่มีอยู่ มาช่วยเหลือสังคมได้ นอกจากนี้เรายังเปิดโอกาสให้นักดนตรีชั้นนำของเมืองไทย ได้มีโอกาสเล่นคอนแชร์โต้ (Concerto) ร่วมกับวงของเรา ไม่ว่าจะเป็น ดร. พรพรรณ บันเทิงหรรษา คุณจุน โคมัตสุ และคุณทวีเวท ศรีณรงค์ รวมไปถึงการที่เราจัด Young Talent Charity Concert ขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถทางด้านดนตรีได้มีโอกาสแสดงบนเวทีของเราด้วย

 

ยังมีคนไทยอีกมากที่รอความช่วยเหลืออยู่ BCO จึงมุ่งเน้นไปยังกลุ่มมูลนิธิที่ช่วยเหลือคนไทย เพราะหลายมูลนิธิที่ดำเนินการอยู่ภายในประเทศตอนนี้ ต่างก็ยังต้องการการสนับสนุนอีกมาก ทั้งนี้ในการจัดคอนเสิร์ตแต่ละครั้ง ผมและคณะกรรมการทั้งหมดจะปรึกษาร่วมกันว่า มูลนิธิหรือหน่วยงานใดที่กำลังต้องการความช่วยเหลือ และเงินบริจาคที่ได้มาจะนำไปจัดสรรปันส่วนอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยรายได้จากการขายบัตรทั้งหมดในแต่ละครั้ง จะถูกนำไปแปลงเป็นสิ่งก่อสร้างหรือสิ่งของต่างๆให้เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนตามวัตถุประสงค์ ทั้งเราและผู้บริจาคจะได้เห็นว่า ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่จริงๆ

 

ความสุขจากการให้ คือรางวัลตอบแทนอันล้ำค่าจากการทำงานเพื่อสังคม ผมมองว่าสัจธรรมอย่างหนึ่งที่มนุษย์เราต้องยอมรับ คือ เราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เราเลือกที่จะช่วยคนยากไร้ได้ ดังนั้นเมื่อเรามีความโชคดีกว่าคนอื่นๆ ทำไมเราไม่แบ่งปันความโชคดีเหล่านั้นให้คนอื่นบ้าง อย่างผมเองก็ถือว่าเป็นคนโชคดี ที่เกิดมามีอวัยวะครบทุกอย่าง ได้อยู่ในครอบครัวที่ดี ไม่ต้องห่วงว่าจะต้องอดมื้อกินมื้อ แต่บางคนอาจกำลังท้องร้องด้วยความหิวโหย ซึ่งถ้าเราสามารถช่วยเหลืออะไรคนเหล่านี้ได้ สิ่งที่ได้กลับมาอาจไม่ใช่เงินทองอะไร แต่เป็นความสุขใจที่เราได้ช่วยเหลือคนอื่น และเป็นความสุขใจบริสุทธิ์ที่ไม่ได้หวังผลอะไรตอบแทน

 

จิตสำนึกที่ดีต่อสังคมควรได้รับการปลูกฝังตั้งแต่เยาว์วัย เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นกฎเกณฑ์ที่สังคมจะบังคับให้ใครทำได้ง่ายๆ ถ้าไม่ได้เกิดจากพื้นฐานของจิตใจในเรื่องของสาธารณกุศล ดังนั้นบางงานที่เราจัดขึ้น จึงไม่ได้มีแต่คอนเสิร์ตเท่านั้น แต่ยังมีกิจกรรมเสริมภายในงานด้วย เช่น เมื่อปีที่แล้วได้รับเชิญให้ไปแสดงที่พระตำหนักชมดงที่หัวหิน เพื่อระดมทุนสร้างห้องน้ำใหม่ให้โรงเรียนเทศบาลเขาพิทักษ์ เราก็ได้พาน้องๆไปช่วยกันปลูกต้นไม้รอบอ่างเก็บน้ำเขาเต่า รวมถึงการเก็บขยะตามชายหาด เพื่อปลูกฝังให้เขารู้สึกรักในชุมชน และเมื่อเติบโตขึ้น เราก็หวังว่าเขาคงจะปลูกฝังลูกหลานให้ทำกิจกรรมแบบนี้เช่นกัน

ชีวิตคนเราก็เหมือนบทเพลง เมื่อมีจุดเริ่มก็มีจุดจบ ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน นักดนตรีเองยังต้องบรรเลงแต่ละบทเพลงออกมาให้ดีที่สุดไม่ว่าบทเพลงนั้นมันจะสั้นแค่ไหน แล้วชีวิตคนเราทั้งชีวิตจะปล่อยให้มันดำเนินไปแบบไร้คุณค่าหรือ มันอาจจะฟังดูปรัชญาไปสักหน่อย ( หัวเราะ) แต่สิ่งสำคัญมันอยู่ที่ว่าเราจะจัดการชีวิตอย่างไรให้ดีที่สุดทั้งต่อตัวเองและผู้อื่นในช่วงที่ยังมีลมหายใจอยู่

 

MORE ABOUT HIM

* หลังจากจบประถมศึกษาที่โรงเรียนสาธิต มศว. ประสานมิตร เขาได้เข้าศึกษาต่อยัง Harrow School ที่ประเทศอังกฤษ โดยเป็นนักเรียนทุนด้านดนตรี จากนั้นได้เข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีและโทด้านวิศวกรรมศาสตร์ที่ Oxford University ซึ่งได้เชิญให้เขาเป็นวาทยกรประจำวงของมหาวิทยาลัย โดยได้รับรางวัล Britton Award เมื่อปี 2002 รางวัลจากทางมหาวิทยาลัย ที่มอบให้แก่บุคคลที่มีความสามารถพิเศษทางด้านดนตรี

** หลังจากเรียนจบในระดับปริญญาโท เขาเข้าทำงานเป็นที่ปรึกษาที่บริษัท Accenture ที่อังกฤษอีก 4 ปี โดยระหว่างนั้นได้ถูกรับเชิญเป็นวาทยกรให้กับหลายวงในลอนดอน

*** ปัจจุบันนอกจากจะดำรงตำแหน่งในฐานะผู้ก่อตั้งและวาทยกรประจำวง BCO แล้ว เขายังเป็นถึงผู้บริหารในตำแหน่ง Senior Manager บริษัท Thomson Reuters

**** เปียโนคือเครื่องดนตรีชนิดแรกที่เขาเล่น โดยเริ่มเรียนตั้งแต่อายุ 4 ปี และเริ่มเรียนไวโอลินเมื่ออายุได้ 12 ปี

FYI

* BCO ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2010 ปัจจุบันระดมทุนได้ถึงกว่า 1.5 ล้านบาท

** ความหลากหลายของนักดนตรีในวง BCO มีตั้งแต่อายุ 9 ไปจนถึง 50 กว่าปี มีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ มีทั้งที่เป็นนักดนตรีมืออาชีพ ซึ่งเล่นอยู่ในวง Bangkok Symphony Orchestra (BSO) ก็มี ไปจนถึงกลุ่มเด็กนักเรียน นักศึกษา และพนักงานบริษัทจากองค์กรต่างๆ