การให้ที่รู้ผิดชอบและไม่รู้จบ (april 2011)

ในวันธรรมดา จุลยุทธ โล่โชตินันท์ สวมบทบาทเป็น ผู้จัดการอาวุธโสของ บริษัท Thomson Reuters บริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งแต่ใครจะรู้ว่าเมื่อเวลาว่างของเขาเลือกที่จะสวมบทบาทผู้เป็นหัวเรือใหญ่ของคณะดนตรีออเคสตร้าการกุศลวงแรกของประเทศไทย Bangkok Charity Orchestra (BCO)

ด้วยความที่เป็นคนชอบดนตรีตั้งแต่เด็กๆเขาจึงอุทิศเวลาส่วนหนึ่งหลังจากอยู่หน้าคอมพิวเตอร์มาจับไม้บาตองกับกิจกรรมดนตรีการกุศลเพื่อการให้ ที่พึ่งมีอายุครบ 1 ปี เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา "ตอนนี้เรามีสมาชิก 80 คน ตอนแรกผมว่ามันเป็นเรื่องใหม่ ในไทยวงดนตรีที่ไม่หักค่าใช้จ่ายแม้แต่บาทเดียวและมอบให้การกุศล วงดนตรีของเราตั้งอยู่บนความหลากหลาย มีคนหลากวัย หลากสาขาอาชีพ หลายที่มามีทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่น แต่พวกเรามีจิตใจที่รักดนตรีและการทำงานการกุศลร่วมกัน"

ในปีที่ผ่านมาชื่อของ BCO เริ่มเป็นที่รู้จักกันอย่างมาก ในรอบการแสดงแต่ละครั้งมีผู้เข้าชมไม่ต่ำกว่า 500 คน จุลยุทธ กล่าวว่า " ทุกๆคนที่มาเล่นไม่ได้รับค่าจ้าง มันเป็นช่องทางที่เราจะได้ส่งเสริมการให้และการอาสาให้กับสังคม ตอนแรกที่ตั้งวงผมก็แอบกังวลว่าจะไม่มีใครเข้ามาร่วมกับเราหรือไม่แต่ตอนนี้สมาชิกและฐานคนดูก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆเรามีทีมบริหารงานหลัก 10 คน"

นอกจากการที่เรามาแสดงเพื่อหารายได้ให้กับการกุศลแล้วผมมองว่า มันเป็นการให้ที่ไม่รู้จบด้วย คนที่มาแสดงก็ได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ ได้พบพะเพื่อนฝูงและพัฒนาตนเอง และยังได้ตอบแทนสังคม ส่วนสปอนเซอร์ที่เข้ามาร่วมจัดส่วนใหญ่เราก็จะคัดเลือกจากที่เขาอยากทำการกุศลจริงๆ ซึ่งเขาก็ได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากสังคม" ดูเหมือนว่า BCO จะไม่ใช่แค่วงดนตรี แต่จุลยุทธกำลังพูดว่ามันเป็น "พื้นที่ของการให้และการอาสาที่ไม่รู้จักจบ"

เมื่อพูดถึงบทบาทของพลเมือง จุลยุทธสะท้อนมุมของการรับผิดชอบต่อสังคมได่น่าสนใจว่า BCO มีเป้าหมายหนึ่งคือการให้อย่างมีความรับผิดชอบ ยกตัวอย่างเช่นกิจกรรมคอนเสิร์ต ที่เราทำงานร่วมกับมูลนิธิเด็ก เราได้นำเงินที่ได้จากการจัดประมาณ 2 แสนบาทไปจัดซื้อศาลานั่งเล่นสำหรับเด็กแทนที่จะมอบให้เป็นเงิน เพื่อที่เราจะได้เลือกสิ่งที่ดีที่สุดและน่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ได้รับมากที่สุด

ปัจจัยสู่ความสำเร็จของ BCO ภายใต้การนำของชายผู้นี้เขาใช้หลักการบริหารที่ได้ใช้ในงานประจำ เข้ามาช่วยบริหารวงดนตรีนี้ "เราเปิดโอกาสให้ทุกคนได้เล่น แต่คนที่เข้ามาร่วมแสดงต้องมีความสามารถ แบบสามารถแสดงได้ การหลอมรวมคน 80 คนที่มีปูมหลังแตกต่างกันแสดงได้เต็มความสามารถเป็นสิ่งสำคัญ ถึงแม้คนจะเสียเงินเข้ามาชมเขาทำการกุศลแต่เราก็ต้องเน้นคุณภาพให้เขาได้รับการแสดงที่ดีที่สุด

ผมมองเชื่อมโยงกับสมาชิกในแต่ละกลุ่มว่าแต่ละคนจะมีสังคมที่แตกต่างกันมา บางคนอาจจะเรียนในโรงเรียนอินเตอร์ที่มีโอกาสได้แสดงต่อหน้ามวลชนแบบฟรีๆ แล้ว ถ้าเขาได้เข้ามาร่วมกิจกรรมตอนนี้มันจะยิ่งเป็นการเพิ่มคุณค่าให้กับเขารู้สึกภูมิใจว่ามีคนเสียเงินมาชมเขาแสดงและเขาก็ได้ทำการกุศล " ความภูมิใจในการเป็นผู้ให้ นี่คือสิ่งที่ BCO ได้นำมาเป็นแรงบันดาลใจในการขับเคลื่อนเครือข่ายของเรา

เมื่อมองย้อนกลับไปจุดเริ่มต้น จุลยุทธคิดอย่างไรกับทุกวันนี้ "ในด้านปริมาณเราจัดการแสดงคอนเสิร์ต 4 ครั้งในปีที่ผ่านมาสามารถระดมเงินได้หลักล้านบาท การที่ผมเป็นคอนดักเตอร์ ที่ขึ้นไปยืนนำผู้แสดง 80 คนที่มีใจรักการกุศลแบบเรานี่คือจุดที่ทำให้มภูมิใจที่สุด ผมแอบได้ยินบางคนพูดว่าจริงๆเมืองไทยน่าจะมีอะไรแบบนี้มานานแล้ว ซึ่งมันยิ่งทำให้เรารู้สึกดีที่ได้ทำสิ่งนี้"

เป้าหมายในอนาตเราอยากให้ BCO เป็นที่รู้จักมากขึ้น เราไม่มีการประชาสัมพันธ์ในวงกว้าง หากใครสนใจก็ลองแวะเข้ามาชมกิจกรรมของเราได้ที่ เว็บไซต์ www.charityorchestra.org เราอยากสร้างฐานคนฟังเพลงออเคสตร้าให้กว้างขวางขึ้น โดยในการแสดงแต่ละครั้งเราจะมีการให้ความรู้เกี่ยวกับดนตรีคลาสสิกในระหว่างเพลงด้วย "จุลยุทธเล่าถึงแผนบางส่วนในอนาคตอันใกล้นี้ของ BCO ด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น

ซึ่งทางวงได้ฝากประชาสัมพันธ์คอนเสิร์ตครั้งต่อไปวันที่ 5 กรกฏาคม 2554 ที่จะเปิดโอกาสให้กับนักเปียโนเดี่ยวดาวรุ่งได้ร่วมแสดงกับวงขนาดใหญ่ จุลยุทธมองว่าเด็กๆหลายคนมีความสามารถ และควรได้รับการผลักดันที่ดี

"ผมไม่เชื่อเรื่องของการที่ว่ารวยก่อนแล้วค่อยให้ หลายๆคนในวงของเรารวมถึงตัวผมเองถ้าจะมอบเงินให้ใครเป็นแสนก็ทำได้ แต่เราเลือกที่ได้แปลงทักษะที่เรามีเพื่อที่จะตอบแทนสังคมให้มากที่สุด เราอยากเห็นสังคมไทยเป็นสังคมที่มีจิตอาสามากๆขึ้น เหมือนกับที่น้องๆในวงได้ส่งต่อความรู้สึกดีๆให้แก่กัน ผมอาจไม่ใช่เรื่องของการทำบุญแต่ผมทำเพราะว่ามันสบายใจและสนุกกันมัน และสิ่งที่เราทำนั้นมีคนได้ประโยชน์ แค่นี้ผมก็พอใจแล้ว" จุลยุทธทิ้งท้ายให้เห็นถึงภาพของสังคมที่มีการให้อย่างมีคุณภาพและหวังว่าภาพเหล่านี้จะสามารถเป็นจริงได้แบบที่เขาหวัง